เมื่อ AI เข้ามาสู่ระบบการทำงาน อาชีพไหนจะรุ่ง อาชีพไหนจะร่วง

ปัจจุบันระบบการทำงานและบรรดาอาชีพและธุรกิจต่างๆ กำลังอยู่ในช่วงมีความผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจาการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เริ่มมีการใช้ “ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)” หรือที่เรารู้จักกันว่า AI เข้ามาแทนที่แรงงานหรือเหล่าพนักงานที่อยู่ในสายงานอาชีพต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ามีพนักงานหรือแรงงานจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่อยู่ในความเสี่ยงของการตกงานหรือถูกเลิกจ้างเนื่องจากการใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยเครื่องจักรมีประสิทธิภาพในการทำงานที่บางขั้นตอนจำเป็นต้องใช้ความละเอียดอ่อนหรือความต่อเนื่องได้ทนทานกว่ากำลังมนุษย์ อีกนัยหนึ่งในมุมของผู้ประกอบการก็ย่อมมองว่าการใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานนั้นเป็นการลดต้นทุนรายจ่ายค่าตอบแทนและค่าสวัสดิการรวมถึงความเสี่ยงได้ดีกว่าด้วยเช่นกัน

          หากมองที่ตัวบุคคลจะพบว่าอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงคืออาชีพที่เกี่ยวกับทางด้านบริการ เช่น พนักงานบัญชี พนักงานการเงินประจำสาขาต่างๆของธนาคาร ซึ่งมีความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้างเนื่องจากทางบริษัทสามนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าได้ เช่น ระบบ Mobile Banking ที่มี Application ให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ขระที่อาชีพพนักงานประจำห้างสรรพสินค้าตามแผนกสินค้า (Trading) ต่างๆ, ซุปเปอร์มาเก็ตหรือมินิมาร์ตเองก็ตามก็มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า E-commerce โดยที่เราจะสังเกตได้ว่าบางซุปเปอร์มาเก็ตเริ่มมีช่องชำระสินค้าด้วยตนเองแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแนวโน้มการสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความนิยมในการเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าลดลง แต่หันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านทางร้านค้าออนไลน์มากขึ้น โดยที่สามารถชำระเงินง่ายและมีบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน ประกอบกับมีโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจลูกค้าไม่น้อยไปกว่าโปรโมชั่นของทางห้างสรรพสินค้าเลยทีเดียว ตรงกันข้ามกับคนที่ทำธรุกิจร้านอาหาร ก็มีโอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้ามากขึ้นเพราะว่าความนิยมในการสั่งอาหารผ่าน Application กำลังเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับอาชีพทางด้านจะเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับทางด้านการให้คำปรึกษา (Consult) และอาชีพที่เกี่ยวกับการสร้างผลงานด้วยความสร้างสรรค์ (Creative) กล่าวคือ เนื่องจากข้อจำกัดของหุ่นยนต์ ทำให้ปัญหาของมนุษย์ยังคงต้องใช้คนในการให้คำปรึกษา เช่น โค้ชหรือเทรนเนอร์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย หรืออาชีพที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ส่วนอาชีพที่เกี่ยวกับ Creative ทั้งด้านบริการและผลิตภัณฑ์ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนอาชีพทางด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิตอลยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและธุรกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้นสำหรับคนทำงาน การพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยียังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้เรารับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นกับสายงานที่กำลังทำอยู่ พร้อมๆกับการหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อที่จะสามารถต่อยอดหรือมีช่องทางการหารายได้เพิ่มขึ้น